|
นอกจากปากกาคอลเลกชั่น ไมส์เตอร์ชตึก (Meisterstuck) ที่กลายเป็นรุ่นคลาสสิกน่าสะสม ล่าสุดมงต์บลองก์ แบรนด์ดังเลื่องชื่อในด้านการออกแบบคลาสสิกยังนำเสนอคอลเลกชั่นกระเป๋าใหม่โดยผลิตจากผ้าใบไมส์เตอร์ชตึก ผสมผสานกับเสน่ห์ของเครื่องหนังให้งดงามเหนือกาลเวลาและยังมีประโยชน์ใช้สอยมากมาย โดยใช้งานได้อย่างคุ้มค่าไม่ว่าใช้งานในชีวิตประจำวันทั้งส่วนตัวและธุรกิจ นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา จากที่นิยมในกลุ่มจิตรกรผ้าใบก็ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในหลายๆ ด้านอันเนื่องมาจากความแข็งแรงทนทานอย่างการใช้เป็นกระเป๋าใส่สัมภาระเพื่อเดินทางไกล มงต์บลองก์ได้เล็งเห็นถึงคุณค่าของผ้าใบ จึงนำมาดัดแปลงและสร้างสไตล์แบบคลาสสิกผสานกับความยืดหยุ่นในการใช้งาน เพื่อให้คุณสุภาพบุรุษทั้งหลายได้มีทางเลือกที่แปลกใหม่และดูสบาย เมื่อเทียบกับคอลเลกชั่นกระเป๋าหนังแบบชุดก่อน
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
|
ซีซั่นใหม่ย่อมมาพร้อมกับกระเป๋าใบใหม่ที่แต่ละแบรนด์ต่างก็ถือเป็นไอเท็มเด่นที่ต้องทั้งสร้างและผลักดันให้กลายเป็นใบสำคัญประจำซีซั่นให้ได้ และนี่คือท็อปไฟฟ์่จากหลากท็อปแบรนด์
The Debutante - Miss Dior ถือกำเนิดใน ค.ศ. 1947 โดยแรกเริ่ม Monsieur Dior สร้างเธอให้เป็นชื่อน้ำหอมกลิ่นดอกไม้ที่สวยไร้กาลเวลา และในเวลาต่อมาก็ตามมาด้วยสไตล์การแต่งตัวเช่นว่ากระเป๋าโปรดที่เธอขาดไม่ได้ นาฬิกาที่เธอแสนทะนุถนอมไปจนถึงชุดนอนบางเบาที่เธอใส่ และซีซั่นนี้เธอก็มีกระเป๋าแบรนด์แท้เป็นของตัวเองอย่างที่ทุกคนคาดเดาบนผืนหนังสุดหรู ombrecroc รูปทรงเฉียบคม สายโซ่สวยงามแบบมาดามปารีเซียงประดับรายละเอียดอย่างสายคาดและซองเก็บกุญแจ นั่นคือ กระเป๋าสะพายสายโซ่หนังจระเข้ย้อมสีไล่เฉดจาก Dior ความหรูหรามาแรงของ Miss Dior จึงเฉือนชนะแบรนด์ใหม่สบายๆ แม้ว่าปีนี้จะมีอายุถึง 64 ปีแล้วก็ตาม
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
ในฉากหนังฮอลลีวูดสุดคลาสสิค ชายหนุ่มคุกเข่าต่อหน้าหญิงสาวแสนสวย พร้อมแหวนหนึ่งวงที่ควักออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท หรือกระเป๋ากางเกงก็แล้วแต่ แหวนเงินอันนั้นเปล่งประกายด้วยความเกลี้ยงเกลา และเพชรเม็ดเล็กๆ ที่ส่องสว่างไม่ต่างจากดวงตาของหญิงสาวที่รื้นไปด้วยน้ำตาเมื่อชายหนุ่มเอ่ยปากขอแต่งงาน ฉากแบบนี้จะหมดความคลาสสิคไปหากแหวนวงนั้นไม่ใช่แหวนที่มาจาก Tiffany&Co. Tiffany&Co. ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 1837 โดย Charles Lewis Tiffany และ Teddy Young โดยเริ่มแรกเดิมทีก่อตั้งเป็น Tiffany&Young ศูนย์การค้าสินค้าประเภทเครื่องเขียนและแฟนซี อยู่ในนิวยอร์คซิตี้ และมีรายการครัวเรือนคุณภาพสูง อาจฟังดูสนุกแต่รายได้วันแรกจากการขายเพียงห้าเหรียญ ใครจะคิดว่าจะทำให้บริษัทธุรกิจเครื่องประดับระดับโลกมาถึงวันนี้ด้วยความที่บ้างานของ ชารล์ส ลูอิส ทิฟฟานี ความขยันคือสิ่งที่ทำให้เขามีชื่อเสียง หลังจากเปิด Tiffany&Young ไม่นาน เขาตัดสินใจเลือกสีขึ้นมา 1 สีเพื่อนำมาเป็นสัญลักษณ์ของบริษัท และใช้บ่งบอกถึงคุณภาพของแบรนด์สินค้า โดยสีดังกล่าวถูกนำไปใช้กับกล่อง แคตตาล็อกและอื่นๆ สีดังกล่าวคือ "สีฟ้า"
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
|
หากกระเป๋า Louis Vuitton คือกระเป๋าที่ถูกก๊อปปี้มากที่สุดในโลก น้ำหอม Chanel No.5 ก็คงเป็นน้ำหอมที่มีคนพยายามเลียนแบบมากที่สุดเช่นกัน เสียแต่ว่าไม่มีใครประสบความสำเร็จในการเลียนแบบกลิ่นที่เป็นอมตะสุดคลาสสิคกลิ่นนี้
Chanel No.5 เกิดขึ้นหลังจากที่ โคโค่ ชาแนล ได้พบกับ เอิร์นเนสท์ โบวส์ ผู้สืบทอดจากตระกูลทำน้ำหอมโดยตรงจากรัสเซีย จนได้ชื่อว่า Czar’s Official Perfumer เธอถกเถียงถึงน้ำหอมกลิ่นใหม่ที่เธออยากได้กับ Emest ในห้องแล็ปของเขา ในสมัยนั้นน้ำหอมทั่วไปประกอบไปด้วย Monoflora-violet กุหลาบ ดอกส้มและบรรจุในขวดหรูหราสุดวิจิตร แต่นั่นเป็นสิ่งที่โคโค่เบื่อเต็มที เธออยากได้น้ำหอมกลิ่นใหม่ที่ “รวบรวมทุกอย่างไว้ทั้งหมด” และนั่นคือที่มาของน้ำหอม Chanel No.5
Chanel No.5 ประกอบด้วยส่วนผสมกว่า 80 ชนิด ส่วนผสมหลักๆ คือดอกมะลิ ซึ่งปลูกโดยไร่ของ Joseph Mul มาตั้งแต่ปี 1921 มาจนถึงปัจจุบัน อีกอย่างคือ Ylang Ylang (หรือกระดังงา) ดอกไม้สุดแสนเอ็กโซติกที่เติบโตในเกาะ Comores ฝั่งตะวันตกของแอฟริกา Patchouli ใบไม้แห้งจากอินโดนิเซีย ดอกส้มและเครื่องเทศอีกมากมายรวมถึง Clove ที่เป็นส่วนผสมหลักของน้ำหอมมาตั้งแต่ปี 1920s รวมถึงดอกกุหลาบที่ปลูกที่ไร่ของ Joseph Mul เช่นเดียวกัน
ทั้งหมดหลอมรวมเป็นน้ำสีส้มทองโปร่งแสงบรรจุในขวดเหลี่ยมคริสตัลใสที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ของ Chanel No.5
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
กระเป๋าแบรนด์อิตาเลียนชื่อดังกับมุมมองอันสดใหม่เมื่อได้มาสซิมิเลียโน จอร์แนตติ มาเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์คอลเลกชั่นเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิง หากฤดูใบไม้ร่วงมอบบทเรียนให้เราบทหนึ่ง บทเรียนนั้นก็คือ... เราสามารถเรียนรู้จากอดีตได้ ในฤดูกาลนี้ดีไซน์เนอร์ทั้งในนิวยอร์ก มิลานและปารีสต่างหันเข้าหารกเง้าของตนเราจึงได้เห็นกระเป๋าคลาสิกที่เคยโด่งดังถูกนำมาปัดฝุ่น ดีไซน์ วินเทจถูกปรับโฉม และสไตล์คลาสสิกถูกนำเสนอในแง่มุมใหม่ และสำหรับมาสซิมิเลียโน จอร์เนตติ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของซัลวาทอเร เฟอร์รากาโม เยาเลือกที่จะหวนคืนสู่ประวัติศาสตร์ อันรุ่มรวยของแบรนด์เช่นกัน “ผมอยากจะเติมชีวิตให้กับชิ้นงานดังๆ ในสไตล์หรูหราแบบเรียบๆ ครับ” ดีไซน์เนอร์วัย 38 อธิบาย จอร์เน็ตติไม่ใช่คนอื่นคนไกล สำหรับคนในครอบครัวเฟอร์รากาโม เขาเป็นส่วนหนึ่งในทีมออกแบบของแบรนด์มานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยในช่วง 6 ปีหลัง เขารับหน้าที่ดูแลการออกแบบเสื้อผ้าสำหรับผู้ชาย “เวลาออกแบบให้ผู้หญิงผมก็ใช้วิธีเดียวกับที่ทำผู้ชายครับ คือเน้นไปที่ดีเอ็นเอของแบรนด์” เขานำยีนเด่นที่สืบทอดมาผสมกับแรงบันดาลใจจากลูกค้าคนดังอย่างเกรต้า การ์โบเพื่อสร้างสรรค์เป็นสเวตเตอร์ไหมพรมลายโซ่ขนาดเขื่อง ชุดหนังสุดหรู เคปแบบที่ใส่ ยามล่าสัตว์ และชุดสูทโก้เนี้ยบ (แน่นอนว่าเขาได้ทักษะนี้จากการออกแบบชุดผู้ชาย) และตามธรรมเนียมของเฟอร์ราการโมแล้ว ชุดเหล่านี้จะยิ่งสวยสมบูรณ์แบบเมื่อเข้าคู่กับเครื่องประดับชิ้นเด็ด ไม่ว่าจะเป็นเข็มขัดหนังกระเป๋าโทนสีฤดูใบไม้ร่วงและหมวกสักหลาดนุ่มๆ เรียกได้ว่าเป็นคอลเลกชั่นที่ “หวนคืนสู่อนาคต” จริงๆ |
|
|
|
|
|